วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

อมิตายุรธยานสูตร


ในอมิตายุรธยานสูตร มีความว่า ณ คราวหนึ่ง ขณะที่พระศากยมุนีพุทธเจ้าได้จำพรรษาอยู่ ณ กรุงราชคฤห์นั้น พระนางเจ้าเวเทหิ อัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างทรงโทรมนัสเป็นอย่างยิ่งในการปิตุฆาต ของพระเจ้าอชาติศัตรูที่กระทำต่อพระเจ้าพิมพิสาร ภาวะจิตของพระนาง ณ ขณะนั้นเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายในการจะครองชีพอยู่ไปในโลก และ การจะเกิดเป็นมนุษย์ในโลกมนุษย์นี้อีก แต่อยากจะไปเกิด ณ โลกอื่นที่เป็นแดนสุขารมณ์ ด้วยเหตุนี้จึงเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าศากยมุนีและ ปรารภความตั้งใจที่พระนาง มีอยู่ให้พระพุทธเจ้าได้ฟัง ดังนั้นพระศากยมุนีพระพุทธเจ้า จึงแสดงพุทธาภินิหารให้โลกธาตุอื่นๆ ทุกสารทิศมาปรากฎ ณ เบื้องหน้าคลองจักษุแห่งพระนาง และ ในที่สุดพระนางเวเทหิ ก็เลือกอยากจะไปเกิด ณ แดนสุขาวดีพุทธเกษตร และ กราบทูลขอให้องค์พระศาสดาศากยมุนีได้เทศนาแสดงวิธีปฏิบัติ เพื่อจะได้ไปเกิด ณ แดนสุขาวดีพุทธเกษตร ให้พระนางฟังด้วย ด้วยเหตุนี้จึงเกิดพระสูตรที่ชื่อ อมิตายุรธยานสูตร
การตั้งจิตอธิษฐานขอไปเกิดที่ แดนสุขาวดีโลกธาตุ อาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ตั้งจิตอธิษฐานแล้วจะได้ไปอุบัติ(เกิด) ในรูปแบบเดียวกัน คัมภีร์ อมิตายุรธยานสูตร ระบุไว้ชัดว่า แดนสุขาวดีพุทธเกษตรมีการจัดแบ่งระดับสัตว์ที่จะไปอุบัติ ตามคุณสมบัติ(กรรม) ที่ติดตัวออกเป็น 3 ระดับ นับได้ทั้งสิ้น 9 รูปแบบ ดังนี้

ระดับแรก สำหรับผู้ที่มีจิตใจสูง มีจริตโน้มไปในทางโพธิสัตวยาน มีอยู่ 3 รูปแบบ ได้แก่
รูปแบบที่หนึ่ง เป็นรูปแบบของบุคคลที่มีคุณสมบัติสามประการนี้ ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ นั่นคือ
1.ผู้ซึ่งมีจิตกรุณา ไม่เบียดเบียนชีวิตอื่น ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามบัญญัติของพระพุทธเจ้า
2.ผู้ศึกษาและท่องพระสูตรมหายานฉบับต่างๆ
3.ผู้บำเพ็ญตนอยู่ในอนุสสติหกอยู่เสมอ คือ ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า(พุทธานุสติ) ระลึกถึงคุณของพระธรรม(ธัมมานุสติ) ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์(สังฆานุสติ) ระลึกถึงคุณของศีล(สีลานุสติ) ระลึกถึงคุณของทานที่ตนได้บริจาคไว้(จาคานุสติ) และระลึกถึงธรรมที่ทำให้บุคคลกลายเป็นเทวดา(เทวตานุสติ)
บุคคลเหล่านี้สามารถอุบัติในแดนสุขาวดีได้ ถ้าเพียงกระทำกิจเหล่านี้สำเร็จอย่างน้อยภายใน 1 ถึง 7 วัน และอุทิศความดีงามทั้งหลายที่ตนได้กระทำมาเพื่อการอุบัติในแดนสุขาวดี ในขณะที่พวกเขาไกล้สิ้นใจ พระอมิตาภะ พระอัครสาวกทั้งสองคือพระอวโลกิเตศวรโพธิสตว์กับพระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ พร้อมด้วยเหล่าพระโพธิสัตว์ ภิกษุสาวก และเทวดานับร้อยพันจะเสด็จมารับด้วยพระองค์เอง พวกเขาจะนิมิตเห็นภาพของปราสาทที่สร้างขึ้นจากรัตนชาติทั้งเจ็ด พระอัครสาวกจะประทานบัลลังก์เพชรแก่พวกเขา ส่วนพระอมิตาภะจะฉายรัศมีอันวิจิตรไปทั่วร่างกายที่กำลังแตกดับของพวกเขา พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจะกล่าวคำสรรเสริญคุณธรรมของพวกเขา เมื่อเห็นดังนั้น พวกเขาจะเกิดปิติเป็นอย่างยิ่ง และในบัดดลก็จะเห็นร่างของตนเองนั่งอยู่บนบัลลังก์เพชร ติดตามพระพุทธองค์ไปอุบัติยังสุขาวดี เมื่ออุบัติแล้วก็จะได้เห็นพระกายอันสมบูรณ์ของพระอมิตาภะ และ พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย จะได้เห็นพระแพพรรณรังสีส่องแสงสว่างเห็นป่ารัตนชาติ และได้ยินเสียงธรรมอันประเสริฐพร้อมที่จะบรรลุโพธิญาณได้ในทันที

รูปแบบที่สอง เป็นรูปแบบของบุคคลที่ไม่จำเป็นต้องศึกษาจดจำหรือ สวดพระสูตรมหายาน แต่พวกเขาก็เข้าใจความจริงที่แฝงอยู่ในคำสอนเหล่านั้น(บางแห่งเขียนว่าเป็นผู้แตกฉานในปรมัตถธรรม) เชื่อมั่นในความจริงนั้นโดยไม่พูดให้ร้ายหลักคำสอนมหายาน เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม และอุทิศคุณธรรมทั้งหลายที่ตนได้กระทำไว้เพื่อการมุ่งสู่สุขาวดีในขณะที่พวกเขาไกล้สิ้นใจ พระอมิตาภะ กับ พระอัครสาวกทั้งสองพร้อมด้วยบริวารติดตามอีกจำนวนนับไม่ถ้วน จะเสด็จมาประทานบัลลังก์ทองและกล่าวสรรเสริญพวกเขาว่าเป็นผู้ที่เข้าใจและมีศรัทธาในธรรม ดังนั้นจึงเสด็จมารับและเชื้อเชิญให้ไปอยู่ในสุขาวดี พวกเขาจะเห็นร่างของตนเองนั่งอยู่บนบัลลังก์ทอง และในบัดดลนั้นเองพวกเขาก็ได้ไปอุบัติอยู่ในทะเลสาบแห่งรัตนชาติทั้งเจ็ดที่สุขาวดี บัลลังก์ทองของพวกเขาจะกลายเป็นดอกบัวรัตนอันงดงาม และจะบานออกหลังจากที่พวกเขาอยู่ในนั้นนานหนึ่งคืน ร่างของพวกเขาจะกลายเป็นสีทอง มีดอกบัวรัตนรองรับอยู่ เมื่อพวกเขาลืมตาขึ้นก็จะได้เห็นพระอมิตาภะและ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายกำลังฉายรัศมีมายังร่างของพวกเขา และจะได้ยินเสียงธรรมอันลึกซึ้ง หลังจากเจ็ดวันแห่งการฟังธรรม พวกเขาก็จะบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

รูปแบบที่สาม เป็นรูปแบบของบุคคลที่เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ไม่จาบจ้วงคำสอนมหายาน ได้ปลูกฝังความคิดที่จะบรรลุโพธิญาณสูงสุดและ อุทิศคุณธรรมทั้งหลายที่ตนได้กระทำมาเพื่อการมุ่งสู่สุขาวดี ในขณะที่พวกเขากำลังสิ้นใจ พระอมิตาภะ พร้อมทั้งอัครสาวกทั้งสองและผู้ติดตามจำนวนมาก จะเสด็จมาประทานดอกบัวให้ พวกเขาจะนิมิตเห็นพระพุทธเจ้าจำนวน 500 พระองค์เสด็จมารับ จะเห็นตนเองนั่งอยู่บนดอกบัวทองนั้น ดอกบัวจะหุบปิดร่างของเขาไว้ และพาพวกเขาติดตามพระพุทธะทั้งหลายไปอุบัติในทะเลสาบรัตนะที่สุขาวดี หลังจาก 1 วัน และ 1 คืนที่นั่น ดอกบัวจะบานออก ภายใน 7 วันต่อมา พวกเขาจะได้เห็นพระกายของพระอมิตาภะแต่ไม่ชัดเจนนัก ต้องรอให้ถึงสัปดาห์ที่สี่จึงจะเห็นพระพุทธกายได้ชัดเจน จากนั้นพวกเขาก็จะได้ฟังธรรมอันประเสริฐ จะได้เดินทางไปสักการะพระพุทธเจ้าทั่วทุกสารทิศเพื่อเรียนรู้ธรรมเมื่อเวลาผ่านไปสามกัลป์เล็ก ก็จะได้เข้าสู่ภูมิธรรมแรกของพระโพธิสัตว์(มุทิตาภูมิ)


ในรูปแบบที่สาม นี้มีคำอธิบายที่แตกต่างกันออกไป ข้อมูลบางแห่งระบุว่า พระอมิตาภะและพระมหาโพธิสัตว์ทั้งสองใช้อำนาจฌานเนรมิตดอกบัวทองในพระหัตถ์ให้กลายเป็นพระพุทธเจ้าจำนวน 500 พระองค์ มารับผู้มีคุณสมบัติข้างต้น เมื่ออุบัติแล้วจะใช้เวลา 1 วันเต็มดอกบัวจึงจะบานออก จากนั้นอีก 7 วันจะได้เฝ้าฟังธรรมจากพระอมิตาภะและพระอัครสาวกทั้งสอง ฟังอยู่ 37 วันก็จะบรรลุโพธิญาณ
ระดับสอง สำหรับบุคคลประเภทกลางๆ ผู้มีจริโน้มไปทางสาวกยาน มีอยู่ 3 รูปแบบได้แก่
รูปแบบที่สี่ เป็นรูปแบบบุคคลที่รักษาศีลห้าและแปด มีความสำรวมในการบริโภค(ตรงนี้อาจมีนัยยะหมายถึงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ด้วย) เป็นผู้ปฏิบัติตามข้อบัญญัติทางศีลธรรมไม่กระทำอนันตริยกรรม(กรรมหนักฝ่ายบาปอกุศล 5 อย่าง) ไม่สร้างปัญหาหรือเบียดเบียนชีวิตอื่นใด อีกทั้งอุทิศความดีงามทั้งหลายที่กระทำมาเพื่อมุ่งสู่สุขาวดี ขณะที่พวกเขาไกล้สิ้นใจ พระอมิตาภะพร้อมทั้งเหล่าภิกษุและบริวารจะปรากฎตรงหน้า จะทรงฉายรัศมีสีทอง พร้อมกับประทานคำสอนในเรื่องกฎไตรลักษณ์ ความปิติล้นพ้นจะบังเกิดแก่พวกเขา จะนิมิตเห็นตนเองคุกเข่าถวายความเคารพพระพุทธองค์อยู่บนดอกบัว ก่อนที่พวกเขาจะเงยศรีษะขึ้น ก็สามารถอุบัติอยู่ในแดนสุขาวดีแล้ว ต่อมาดอกบัวนั้นจะบานออกเมื่อพวกเขาได้ยินเสียงธรรมบัญญัติในเรื่องอริยสัจสี่ จากนั้นพวกเขา จากนั้นพวกเขาจึงได้บรรลุอรหัตตผลในทันที จะเกิดปัญญาญาณ และมีอายตนะทั้งหกเหนือธรรมดา

รูปแบบที่ห้า เป็นรูปแบบของบุคคลที่รักษาศีลแปดพร้อมกับสำรวมระวังในการบริโภคมาแล้วอย่างน้อย 1 วันกับ 1 คืน หรือไม่ก็เป็นพวกที่รักษาศีลสิบของสามเณรมาอย่างน้อย 1วันกับ 1 คืน หรือ ไม่ก็เป็นพวกทีรักษาศีลธรรมอันดี ไม่ทำลายเกียรติของตน ไม่ละเลยการปฏิบัติบูชาอย่างน้อย 1 วันกับ 1 คืนเช่นเดียวกัน และอุทิศกุศลที่ตนกระทำมาเพื่อมุ่งสู่สุขาวดี ขณะที่พวกเขาไกล้สิ้นใจ จะได้เห็นพระอมิตาภะพร้อมด้วยบริวารอยู่เบื้องหน้า จะทรงฉายรัศมีสีทองพร้อมกับประทานดอกบัวรัตนะให้ จากนั้นพวกเขาจะได้ยินเสียงร้องสรรเสริญพวกเขามาจากฟากฟ้า และเห็นตนเองนั่งอยู่บนดอกบัวที่ได้รับมานั้น ดอกบัวจะหุบรอบตัวเขา และพาไปอุบัติในทะเลสาบรัตนะที่สุขาวดี หลังจากนั้น 7 วันดอกบัวจะบานออก เขาจะตื่นขึ้นมาทำความเคารพพระพุทธองค์ และจะได้ยินเสียงธรรมอันทำให้ได้เข้าสู่กระแสแห่งนิพพาน(บรรลุโสดา) เมื่อเวลาล่วงไปครึ่งกัลป์ พวกเขาจะสามารถบรรลุอรหัตตผล กลายเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุด

รูปแบบที่หก เป็นรูปแบบของกุลบุตรกุลธิดาที่มีความกตัญญู เลี้ยงดูผู้มีพระคุณ มีจิตใจเมตตากรุณาต่อโลก(บ้างก็ว่ารักษาศีลห้าเป็นนิจ) ขณะที่พวกเขาไกล้สิ้นใจ จะได้พบกับบัณฑิต(คนดี) มาบรรยายให้เห็นภาพดินแดนสุขาวดี ได้สดับเรื่องราวของปณิธาน 48 ข้อ ของพระธรรมกร(อดีตชาติของพระอมิตภะ) ในชั่วอึดใจหลังจากที่พวกเขาสิ้นใจ ก็จะไปอุบัติในแดนสุขาวดี จากนั้น 7 วันดอกบัวจึงจะบานออก พวกเขาจะได้พบกับพระอัครสาวกทั้งสอง คือ พระอวโลกิเตศวรและพระมหาสถามปราปต์ และจะได้เรียนธรรมะจากท่าน เมื่อเวลาล่วงไป 1 กัลป์เล็ก พวกเขาจะได้บรรลุอรหัตตผล
ระดับสาม สำหรับบุคคลที่มีมิจฉาทิฐิ ประกอบอกุศลกรรมไว้ มี อยู่ 3 รูปแบบเช่นกัน ได้แก่

รูปแบบที่เจ็ด เป็นรูปแบบของพวกที่กระทำกรรมชั่วไว้มากแต่ไม่เคยกล่าวร้ายต่อคำสอนมหายาน พวกเขาเป็นคนโง่และไม่มี หิริ(ละอายชั่ว) โอตัปปะ(เกรงกลัวบาป) แต่ขณะไกล้สิ้นใจ มีโอกาสได้พบบัณฑิต (คนดีหรือกัลยาณมิตร) ที่สวดสรรเสริญคำสอนมหายานหัวข้อหลักๆ ให้ฟัง เมื่อได้ยินชื่อพระสูตรต่างๆ เหล่านั้นแล้ว พวกเขาก็จะหลุดพ้นจากบาปหนักที่จะผูกพันให้อยู่ในสังสารวัฏนับได้ 1000 กัลป์ บัณฑิตผู้นั้นจะสอนให้เขากล่าวบูชาพระอมิตาภะ ด้วยการเปล่งวาจา "นโม อมิตาภะ" เมื่อเอ่ยพระนามแล้ว บาปกรรมอันที่จะผูกพันเขาของพวกเขาไว้ในสังสารวัฏจะหลุดออกนับได้ 50 ล้านกัลป์ เวลานั้นพระอมิตาภะจะสร้างภาพนิมิตของพระองค์ รวมทั้งภาพนิมิตของพระอัครสาวกทั้งสองไปรับเขา เขาจะเห็นรัศมีของพระอมิตาภะองค์นิมิตสาดส่องไปทั่วห้องก่อนสิ้นใจ จากนั้นเขาก็จะนั่งอยู่บนดอกบัวติดตามพระพุทธนิมิตไปอุบัติในทะเลสาบรัตนะที่สุขาวดีเช่นกัน ดอกบัวจะบานออกเมื่อเวลาล่วงไป 7 สัปดาห์ เขาจะได้เห็นพระอัครสาวกทั้งสองอยู่เบื้องหน้า สาดส่องพระฉัพพรรณรังสีและแสดงธรรมอันลึกซึ้ง ศรัทธาจะเกิดขึ้น เขาจะตั้งจิตปรารถนาขอบรรลุโพธิญาณสูงสุด เมื่อเวลาผ่านไป 10 กัลป์เล็ก เขาจะเกิดปัญญาและสามารถเข้าสู่ ภูมิธรรมแรกของพระโพธิสัตว์(นอกจากนั้น พวกที่มีโอกาสได้ยินชื่ของพระรัตนตรัย-พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็สามารถไปอุบัตินแดนสุขาวดีได้เช่นเดียวกัน)
ในอีกด้านตำราของอาจารย์เสถียรระบุว่า บุคคลเหล่านี้ จะไปอุบัติในดอกบัวตูม ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานถึง 77 วัน ดอกบัวจึงจะบานออก ข้อมูลนอกจากนี้ไม่มีอะไรแตกต่างกัน


รูปแบบที่แปด เป็นรูปแบบของบุคคลที่ละเมิดศีลห้าศีลแปด ตลอดจนข้อบัญญัติทางศีลธรรมอื่นทั้งหมด พวกเขาโง่เขลาขนาดที่สามารถขโมยข้าวของสงฆ์(ไม่ว่าจะเป็นปัจเจกสงฆ์หรือ ชุมชนสงฆ์) พวกที่สั่งสอนธรรมผิดๆได้โดยไม่มีหิริโอตัปปะ ซ้ำยังยกย่องตนเองในการกระทำผิดๆ เหล่านั้น บุคคลเหล่านี้สมควรที่จะไปสู่อบายภูมิขระที่พวกเขาไกล้สิ้นใจ จะเห็นไฟนรกวิ่งเข้ามาหาในทุกทิศทุกทาง แต่ก็มีบัณฑิตใจกรุณามาแนะนำสั่งสอนให้เห็นคุณธรรมและบารมีของพระอมิตาภะ ท่านจะบรรยายให้เห็นพลังของพระพุทธองค์ ให้เห็นคุณธรรมของ ศีล สมาธิ ปัญญา และนิพพาน หลังจากได้ยิน พวกเขาจะหลุดพ้นจากบาปอันจะผูกพันเขาไว้ในสังสารวัฏนับได้ 80 ล้านกัลป์ ไฟนรกอันดุเดือดจะเปลี่ยนเป็นลมเย็นบริสุทธิ์ พัดโชยให้เห็นดอกไม้สวรรค์จำนวนมากมาย ในแต่ละดอกจะมีภาพนิมิตของพระพุทธเจ้า หรือ พระโพธิสัตว์ประทับอยู่เพื่อรอรับพวกเขา ในขณะนั้นเอง พวกเขาก็จะได้ไปอุบัติอยู่ในทะเลสาบรัตนะที่สุขาวดี หลังจากเวลาล่วงไป 6 กัลป์ ดอกบัวจึงจะบานออก จากนั้นพระอัครสาวกทั้งสองจะแสดงธรรมเกี่ยวกับพระสูตรมหายานอันลึกซึ้ง เมื่อได้ยินเสียงธรรม พวกเขาจะสามารถกำหนดจิต(แรก) ไปสู่ทางเพื่อบรรลุโพธิญาณสูงสุดได้(กล่าวโดยง่ายคือเกิดโพธิจิตกับบุคคลนั้น)
รูปแบบที่เก้า เป็นรูปแบบของพวกที่กระทำชั่วหนักและมาก รวมถึงพวกที่กระทำอนันตริยกรรม สมควรที่จะตกไปสู่อบายภูมิเพื่อทนทุกข์ที่ตนก่อนับนับหลายๆ กัลป์ แต่ขณะไกล้สิ้นใจได้มีโอกาสพบกับบัณฑิตผู้มาปลอบโยนและสอนธรรมให้ โดยสอนให้พวกเขาระลึกถึงพระอมิตาภะ แต่เพราะถูกรบกวนด้วยวิบากแห่งทุกข์ที่ทำไว้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถระลึกถึงพระพุทธองค์ได้ บัณฑิตจึงสอนให้พวกเขาเอ่ย พระนามของพระอมิตาภะ ให้พวกเขาท่อง"นโม อมิตาภะ" จนครบ 10 ครั้งด้วยจิตที่สงบ ด้วยการเอ่ยพระนามซ้ำๆ เช่นนั้น จะช่วยลบล้างบาปที่จะผูกพันพวกเขาไว้ในสังสารวัฏนับได้ 80 ล้านกัลป์ เขาจะเห็นดอกบัวทองปรากฎอยู่เบื้องหน้าในเวลาตาย และจะได้ไปอุบัติอยู่ในสุขาวดี ดอกบัวจะบานออกเมื่อเวลาผ่านไป 12 มหากัลป์ จากนั้นพระอัครสาวกทั้งสองจะสอนให้พวกเขาเข้าใจภาวะที่แท้ของธรรมชาติทั้งหลาย รวมทั้งข้อปฏิบัติที่จะลบล้างบาป เมื่อได้ยินธรรม พวกเขาจะเกิดปิติและมุ่งความคิดสู่พระโพธิญาณ
ในอีกด้านหนึ่ง อาจารย์เสถียรชี้ว่า บุคคลเหล่านี้จะได้รับฟังธรรมจาก พระมหาโพธิสัตว์ จำนวน 7 ท่าน คือ พระอวโลกิเตศวร พระมหาสถามปราปต์ พระกษิติครรภ์ พระศรีอาริยเมตไตรย พระมัญชุศรี พระสมันตภัทร และ พระวัชรปราณี จนบังเกิดโพธิจิตกับบุคคลนั้น ข้อมูลนอกจากนั้นไม่มีอะไรแตกต่างกัน


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น